Oops! Sorry!!


This site doesn't support Internet Explorer. Please use a modern browser like Chrome, Firefox or Edge.

Start With Do

เส้นทางของคนที่เชื่อว่าทุกคนทำนวัตกรรมได้

ทุกวันนี้ฉันทำงานกับองค์กรที่อยากเปลี่ยนแปลง

บางแห่งอยากให้พนักงานคิดอะไรใหม่ ๆ

บางแห่งอยากให้กลยุทธ์เกิดขึ้นจริง

บางแห่งไม่ได้ต้องการคำตอบที่ซับซ้อน

แต่อยากให้คนในองค์กรกล้าลองทำสิ่งเล็ก ๆแล้วขยับไปข้างหน้า ▶︎

ฉันเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง
Easy Innovation 

เป็นวิทยากรและที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมและการพัฒนาองค์กรงานของฉันไม่ใช่แค่สอนความคิดสร้างสรรค์หรือมอบเครื่องมือใหม่ ๆแต่คือการออกแบบการเรียนรู้เพื่อให้คนธรรมดาเห็นว่าตัวเองก็สร้างนวัตกรรมได้

ฉันเชื่อว่านวัตกรรม
ไม่ใช่เรื่องของคนเก่งไม่กี่คน

แต่มันคือกระบวนการ ทำสิ่งใหม่ที่สร้างคุณค่า
ประกอบด้วย Thing, New, Value
ถ้าสิ่งนั้นเป็นของใหม่และสร้างคุณค่า สิ่งนั้นก็คือนวัตกรรม
และทุกคนเรียนรู้สิ่งนี้ได้

เด็กกิจกรรม

ฉันไม่ได้ตั้งใจจะเดินเส้นทางนี้ตั้งแต่แรก

แม่เลี้ยงฉันให้เป็นเด็กที่ออกไปวิ่งเล่น
มากกว่าจะซื้อของเล่นให้
ฉันจึงโตมากับกิจกรรมนอกบ้าน
ตั้งแต่ประถม มัธยม จนมหาวิทยาลัย

ฉันเป็นเด็กสายกิจกรรม เป็นนักกีฬา
เป็นอาสาสมัคร ทำค่ายตั้งแต่ปีหนึ่งจนเรียนจบโท

อาจารย์ที่ดูแลกิจกรรมเคยบอกว่า

“ถ้าไม่อยากให้ใครว่าทำกิจกรรมแล้วเสียการเรียน ก็ต้องเรียนให้จบ”

ฉันจำประโยคนี้ได้ดี

ฉันเรียนจบคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เติบโตมากับวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ ชอบถอดองค์ความรู้
ชอบดูว่าอะไรทำงานอย่างไร ทำไมมันถึงได้ผล 

ตอนนั้น
ฉันยังไม่รู้หรอกว่า
ความเป็นเด็กกิจกรรมกับเด็กวิทย์
จะมาบรรจบกัน
ในงานด้านนวัตกรรมในภายหลัง

จากเครื่องมือ สู่หัวใจของคน

เส้นทางการทำงานเริ่มจากสาย R&D
ก่อนจะข้ามมาเรียนการจัดการนวัตกรรม
และทำงานด้านพัฒนาองค์กร (OD)
ทั้งที่ TRUE และมิตรผล
ช่วงแรกฉันโตมากับเครื่องมือ
ฉันคิดว่าถ้ามีเครื่องมือที่ดี
คนก็น่าจะทำงานได้ดีขึ้น
แต่เมื่อทำงานไปเรื่อย ๆ ฉันเริ่มเห็นว่า
เครื่องมืออย่างเดียวไม่พอ
สิ่งที่ทำให้นวัตกรรมเกิดขึ้นจริง
คือวิธีคิดของคน

จุดเปลี่ยนสำคัญของฉันคือการได้เรียนหลักสูตรโค้ช Thai Coach 
หลังจากเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลง
ต้องแตะทั้งสมอง มือ และหัวใจ
ฉันก็เริ่มเรียนรู้จริงจังมากขึ้น หลายคนแซวฉันว่าเป็น ‘อายุน้อยร้อยใบประกาศ’
เพราะช่วงหนึ่งฉันเรียนแทบทุกอย่างที่รู้สึกว่าจะช่วยให้เข้าใจมนุษย์และองค์กรได้ดีขึ้น
ทั้งการโค้ช การเป็นวิทยากรกระบวนกร (facilitator)
การทำ Inner Transformation
หรือการเปลี่ยนจากภายใน
การใช้ NLP
(Neuro Linguistic Programming)
กับการเปลี่ยนมุมมองของคน
และเครื่องมือเชิงกลยุทธ์อีกหลายแขนง
แต่สำหรับฉัน
การเรียนไม่ใช่การสะสมใบเซอร์ฯ
หากเป็นการทดลองว่า
ศาสตร์ไหนเหมาะกับเรา
และอะไรใช้ได้จริงในบริบทของงานที่เราทำ


เมื่อเรียนมากพอ
ฉันเริ่มไม่ยึดติดกับทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่ง
แต่ค่อย ๆ สังเคราะห์ออกมาเป็นหลักการทำงานของตัวเอง
เป็นแนวทางที่เรียบง่าย ยืดหยุ่น
และสอดคล้องกับตัวตนของฉันมากที่สุด

Easy Innovation

 หลายคนมักมองว่านวัตกรรมเป็นเรื่องของผู้บริหารระดับสูง
สำหรับฉัน ผู้บริหารสำคัญ แต่คนหน้างานสำคัญไม่แพ้กัน

ฉันเคยทำงานส่งเสริมนวัตกรรมในองค์กรใหญ่ ๆ
หน้าที่ของฉันคือทำอย่างไรก็ได้ให้คนอยากทำนวัตกรรม
สร้างระบบนิเวศ สร้างพื้นที่ทดลอง จัดประกวด เป็น mentor ให้เขา
และสิ่งที่ฉันชอบที่สุดไม่ใช่ตอนที่โครงการได้รางวัล แต่เป็นตอนที่เห็นหน้าคนเปลี่ยน เขามีความมั่นใจมากขึ้น
เขาเห็นว่าตัวเองทำได้ เขาเติบโต ความรู้สึกแบบเดียวกันนี้ฉันเคยสัมผัสมา
ตั้งแต่งานอาสาที่ได้ไปสอนนวัตกรรมให้อาจารย์ในมหาวิทยาลัยและบุคลากรในโรงพยาบาล
การได้เห็นใครบางคนเข้าใจและกล้าขยับตัวเองไปอีกก้าว
คือเหตุผลที่ทำให้ฉันยังทำงานนี้อยู่จนวันนี้

ฉันจึงออกแบบเครื่องมือของตัวเอง สร้างบอร์ดเกม สร้างการ์ด สร้างโมเดล
เพื่อให้คนเข้าใจเรื่องกลยุทธ์และนวัตกรรมแบบง่าย ๆ

Easy Innovation ไม่ได้แปลว่าง่ายแบบผิวเผิน
แต่หมายถึง การทำให้สิ่งที่ดูไกลตัว กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้

มีคนถามฉันบ่อย ๆ ว่า ถ้าอยากพัฒนาตัวเองจนเก่งขึ้นเร็ว ๆ
แบบที่หลายคนเรียกว่า ‘อายุน้อยร้อยเซอร์’ ควรเริ่มอย่างไร
ฉันมักตอบเหมือนเดิมว่า จุดเริ่มต้นไม่ใช่การไปสมัครเรียนทุกคอร์สที่เห็น
แต่คือการถามตัวเองก่อนว่า จริง ๆ แล้วเราชอบหรือถนัดอะไร
เพราะในทุกความชอบและความถนัด มันสามารถถอดออกมาเป็นความเก่งได้เสมอ
แล้วคำถามต่อมาคือ ความเก่งนั้นกำลังมีประโยชน์กับใคร

สำหรับฉัน คำตอบเริ่มจากงานอาสา ฉันเอาสิ่งที่ตัวเองถนัดไปลองช่วยคนอื่นก่อน โดยไม่รอความพร้อมเต็มร้อย
งานอาสาทำให้ฉันเห็นทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนอื่น และเห็นตัวเองชัดขึ้นว่าเราถนัดอะไรจริง ๆ
เมื่อมีคนเริ่มเห็นคุณค่า เราก็จะเห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น แล้วจึงค่อย ๆ ขยายผลไปสู่งานที่ใหญ่ขึ้น

นั่นคือวิธีที่ฉันเติบโตมาตลอด ไม่ได้เริ่มจากตำแหน่งหรือชื่อเสียง
แต่เริ่มจากการลงมือทำในพื้นที่เล็ก ๆ ที่เราพอจะสร้างประโยชน์ได้

Start With Do

Start With Do

ฉันไม่ใช่คนที่ปักธงตั้งแต่แรกว่าจะต้องเป็นอะไร ชีวิตของฉันค่อย ๆ ชัดขึ้นจากการลองทำ

มีคนชวนขึ้นเวที ก็ลอง มีคนชวนแปลหนังสือ ก็ลอง มีคนชวนทำโปรเจกต์ใหญ่ ก็ลอง บางอย่างทำแล้วรู้เลยว่าไม่ใช่ บางอย่างทำแล้วค้นพบตัวเองมากขึ้น สำหรับฉัน ความล้มเหลวไม่มีจริง มีแต่ feedback ถ้าทำแล้วไม่ใช่ ก็วาง ถ้าใช่ ก็เดินต่อ ฉันเรียกสิ่งนี้ว่า start with do

บางครั้งเราไม่รู้หรอกว่าทำไปเพื่ออะไร แต่เมื่อได้ลอง เราจะเริ่มเห็นความหมายของมันเอง

เมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว
ฉันออกมาเป็นฟรีแลนซ์โดยไม่ได้เตรียมตัวมากนัก
มีความกลัวไหม มีแน่นอน หนี้สินก็มี งานประจำก็ไม่มั่นคง แต่แรงบันดาลใจในตอนนั้นคือโอกาสได้ไปช่วยงาน
ที่ศิริราช ฉันรู้สึกว่าถ้าได้ทำสิ่งนี้ ฉันอยากลอง
ฉันใช้เวลาหกเดือนในการถ่ายโอนงานให้เรียบร้อย
แล้วค่อยก้าวออกมา

เมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว

ฉันออกมาเป็นฟรีแลนซ์โดยไม่ได้เตรียมตัวมากนัก
มีความกลัวไหม มีแน่นอน หนี้สินก็มี งานประจำก็ไม่มั่นคง แต่แรงบันดาลใจในตอนนั้นคือ
โอกาสได้ไปช่วยงานที่ศิริราช ฉันรู้สึกว่าถ้าได้ทำสิ่งนี้
ฉันอยากลองฉันใช้เวลาหกเดือนในการถ่ายโอนงาน
ให้เรียบร้อยแล้วค่อยก้าวออกมา

อาจารย์ณรงค์วิทย์ แสนทอง เคยบอกฉันว่า
“ถ้าทำสิ่งที่รัก 365 วันแล้วยังไม่สำเร็จ ค่อยว่ากันใหม่”
ฉันจึงเดินมาเรื่อย ๆ พร้อมกับเรียนรู้เรื่องการเงิน
สุขภาพ และวินัยในชีวิต
ทุกสิ้นปีฉันจะไปวิ่งบางแสน 21 กิโลเมตร
เป็นเหมือน checkpoint ว่าฉันยังดูแลชีวิตตัวเองได้ดีพอ

My Idol

ชีวิตที่มีความหมาย

ฉันมีไอดอลหลายคน
หนึ่งในนั้นคือแม่

แม่เลี้ยงลูกสองคนด้วยตัวเอง
ทำงานราชการ
ใช้ชีวิตอย่างเข้มแข็งโดยไม่พูดร้ายถึงใคร ฉันเรียนรู้จากแม่ว่า
ความแกร่งไม่จำเป็นต้องเสียงดัง
ถ้าถามว่าชีวิตฉันมีความหมายเมื่อไร

ฉันคิดว่าชีวิตมีความหมาย
เมื่อเราส่งมอบคุณค่าให้ใครบางคน
คุณไม่จำเป็นต้องบริจาคเงินมากมาย
แค่ใช้ชีวิตให้สอดคล้อง
กับสิ่งที่คุณพูดเกี่ยวกับงานที่ทำแค่
หนึ่งคนในห้องได้อะไรกลับไปจากเรา
ก็พอแล้ว

และถ้าลูกศิษย์จะจดจำฉัน
ฉันอยากให้เขาจำว่า
ฉันเป็นคนที่กล้าลงมือทำ
และทำให้เขาเห็นว่าเขาก็ทำได้

 Totoro  

เวลานอกงาน ฉันชอบ Totoro
ฉันชอบเขาเพราะเขาไม่ต้องพูดอะไร
แต่เขาอยู่ข้าง ๆ เสมอ

บางทีฉันก็อยากเป็นแบบนั้น
ไม่ต้องเสียงดัง ไม่ต้องยิ่งใหญ่
แต่เป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่ใครสักคนเข้ามา
แล้วได้คำตอบบางอย่างกลับไป

วันนี้ฉันเรียกตัวเองว่า Learning Designer
เพราะฉันออกแบบการเรียนรู้
ให้คนเริ่มต้นได้ แต่ลึกลงไปกว่านั้น
ฉันอยากเป็น Life Architecture
เหมือนสถาปนิกชีวิต เป็นพื้นที่ที่ช่วยให้ใครสักคน
กล้าขยับก้าวแรกของตัวเอง

credit : wikipedia.org/wiki/My_Neighbor_Totoro

ฉันไม่ได้อยากให้ทุกคนเป็นนักนวัตกรรมระดับโลก

ฉันแค่อยากให้ทุกคนเชื่อว่า
ตัวเองมีศักยภาพจะทำสิ่งใหม่
ที่สร้างคุณค่าได้ในพื้นที่ของตัวเอง

ถ้ามีคนถามฉันว่าเส้นทางทั้งหมดนี้
สอนอะไรฉันคงตอบว่า
ชีวิตไม่ต้องชัดตั้งแต่ต้นแต่ต้องกล้าลองตั้งแต่วันนี้เพราะสุดท้ายแล้วนวัตกรรมไม่ใช่เรื่องของเครื่องมือ
ไม่ใช่เรื่องของตำแหน่ง
และไม่ใช่เรื่องของคนเก่งไม่กี่คน
มันคือการที่ใครสักคนตัดสินใจลงมือทำ แม้จะยังไม่มั่นใจเต็มร้อย
และทุกครั้งที่เราลงมือทำเรากำลังออกแบบชีวิตของตัวเองไปพร้อมกัน